ชู EEC ฐานผลิตอุปกรณ์รถยนต์ไร้คนขับ-ระบบอัตโนมัติ

มิตซูบิชิ อิเล็คทริค ปักธงประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ จากแรงสนับสนุนของการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมตั้งศูนย์เรียนรู้และศูนย์ฝึกอบรมแรงงาน Automation Park รองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หวังยกระดับโรงงานในประเทศไทยให้มีต้นทุนลดลงและมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 

         นายซาโตชิ มัตซึชิตะ เจ้าหน้าที่บริหารและประธานกลุ่มงานวางแผน กลยุทธ์และการตลาดทั่วโลก บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เริ่มทดสอบเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง หรือ รถยนต์ไร้คนขับ ในประเทศไทย ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับนั้นจะมีระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ระบบมอเตอร์ควบคุมการขับเคลื่อนเพื่อความปลอดภัย รวมถึงระบบแผนที่ (Mobile Mapping System) และแผนที่แบบ 3 มิติ จึงตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563 โดยแรงสนับสนุนหนึ่งมาจากนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และเอื้อต่อการลงทุนของกลุ่มมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ในประเทศไทย เนื่องจากมีโรงงานและฐานการผลิตหลายแห่งที่ตั้งอยู่บริเวณเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก 

       นอกจากนี้ กลุ่มมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ มีความสามารถ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ภายใต้โครงการ Human Development Center (EEC-HDC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท มิตซูบิช อิเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) กับมหาวิทยาลัยบูรพา จัดตั้งศูนย์ Automation Park เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพแรงงานในด้านระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ รองรับการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC รวมทั้งเป็นแหล่งบริการและออกแบบทางด้านระบบอัตโนมัติเพื่อบ่มเพาะให้เกิดบุคลากรด้าน System Integrator (SI) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

       เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมีผลิตภัณฑ์ในส่วนธุรกิจ Energy Systems ที่จะสามารถรองรับและผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ Smart City ของไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบ Smart Grid ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ Smart Meter มิเตอร์อัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังงานทดแทนอื่น ๆได้ และแสดงผลหรือส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเรียลไทม์ โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะนำร่องทดสอบการใช้งานเป็นแห่งแรกที่เมืองพัทยา ทั้งหมด 100,000 ครัวเรือน และในอนาคต อาจปรับใช้ระบบ Smart Water Systems เพื่อการบำบัดน้ำที่มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น      


แหล่งข่าว : สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) https://www.eeco.or.th/pr/news/eec-hot-news-vol61

CUSTOMER

Site Link